อัยการฟ้องแล้ว ‘แอม ไซยาไนด์-อดีตสามี รองผกก.’ คดีวางยา-ฉกทรัพย์ ยังปฏิเสธขอสู้

Author:

อัยการฟ้องแล้ว 'แอม ไซยาไนด์-อดีตสามี รองผกก.' คดีวางยา-ฉกทรัพย์ ยังปฏิเสธขอสู้

อัยการ ฟ้องแล้ว ‘แอม ไซยาไนด์’ อดีต สามี รองผกก. พร้อมทนายพัช คดี วางยา ‘ก้อย’ ในอาหารดับ ฉกทรัพย์ ยังปฏิเสธขอสู้คดี ศาลนัดตรวจหลักฐาน 2 ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือแอม ไซยาไนด์ อายุ 35 ปี นายหรือพ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ อายุ 39 ปี อดีตสามี และอดีตรองผกก.สภ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี และน.ส.ธันย์นิชา เอกสุวรรณวัฒน์ หรือทนายพัช อายุ 35 ปี ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อตระเตรียมการหรือเพื่อสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น,

ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ปลอมปนอาหาร ยาหรือเครื่องอุปโภคอื่นใด เพื่อบุคคลอื่นเสพหรือใช้และการปลอมปนนั้นเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย, เพื่อจะช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือให้รับโทษน้อยลง ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิด, เพื่อจะช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือให้รับโทษน้อยลง เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นทำให้เสียหาย ทำลายซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิด

โดยอัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดสรุปว่า จำเลยทั้ง 3 ได้บังอาจกระทำความผิดต่อกฎหมายต่างกรรมกัน กล่าวคือเมื่อวันที่ 14 เม.ย.2566 เวลากลางวัน นางสรารัตน์จำเลยที่ 1มีเจตนาฆ่าโดย ไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อตระเตรียมการ หรือเพื่อความสะดวกในการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์น.ส.ศิริพร หรือก้อย ขันวงษ์ อายุ 32 ปี ด้วยการวางแผนใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต น.ส.ศิริพร โดยนำสารโพแทสเซียมไซยาไนด์ (Potassium Cyanide) อันเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535

พ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ อายุ 39 ปี อดีตสามี และอดีตรองผกก.สภ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี

ซึ่งเป็นสารพิษที่เมื่อบุคคลเสพรับสารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายแล้ว ร่างกายจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เลือดมีภาวะความเป็นกรดสูง เกิดภาวะขาดพลังงานและออกซิเจน ส่งผลให้สมองและหัวใจขาดพลังงานและออกซิเจน อันเป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิตของผู้เสพรับสารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกาย

ทำการปลอมปนใส่ลงในอาหาร ยา หรือเครื่องอุปโภคบริโภค ชนิดใดและปริมาณเท่าใดไม่ปรากฏชัดให้น.ส.ศิริพร ดื่มหรือรับประทาน หรือเสพรับสารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีใดไม่ปรากฏชัด แต่เป็นปริมาณที่มากพอที่ทำให้สารโพแทสเซียมไซยาไนด์ดังกล่าวเข้าสู่ร่าง กายน.ส.ศิริพร จนหมดสติและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา

จากนั้นจำเลยที่ 1 บังอาจชิงทรัพย์โดยใช้ลักเอาเงิน จำนวน 50,000 บาท, กระเป๋าถือ ยี่ห้อ Louis Vuitton สีน้ำตาล จำนวน 1 ใบ ราคา 30,000 บาท, กระเป๋าถือยี่ห้อ MAC สีดำ จำนวน 1 ใบ ราคา 300 บาท, กระเป๋าใส่บัตร ยี่ห้อ COACH สีน้ำเงิน จำนวน 1 ใบ ราคา 2,000 บาท, กระเป๋าสตางค์ ยี่ห้อ COACH สีน้ำตาล จำนวน 1ใบ ราคา 2,000 บาท , กระเป๋าสตางค์ ยี่ห้อ CHARLES & KEITH สีน้ำเงิน จำนวน 1 ใบ ราคา 1,000 บาท, สลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 18 ฉบับ ราคา 1,440 บาท,

โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ OPPO รุ่น Reno 6 Pro 5 G จำนวน 1 เครื่อง ราคา 22,990บาท และโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ IPhone รุ่น 14 Pro Max จำนวน 1 เครื่อง ราคา 44,900บาท รวมทรัพย์ สิน9 รายการ มูลค่าทั้งสิ้น 154,630บาท ของน.ส.ศิริพร ผู้ตาย ไปโดยทุจริต เพื่อความสะดวกแก่การชิงทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ ปกปิดการกระทำความผิดนั้น และเพื่อให้พ้นจากความผิด เหตุเกิดที่ ต.บ้านโป่ง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ต.ปากแพรก อ.เมืองกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี, และที่อื่นเกี่ยวพันกัน

คำฟ้องระบุอีกว่า ต่อมาวันที่ 19 เม.ย.2566 เวลากลางวันและเวลากลางคืนต่อเนื่องกัน ภายหลังเกิดเหตุตามฟ้องแล้ว พ.ต.ท.วิฑูรย์ จำเลยที่ 2 มีเจตนาเพื่อจะช่วยนางสรารัตน์ จำเลยที่ 1 มิให้ต้อง รับโทษหรือให้ได้รับโทษน้อยลงในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อตระเตรียมการ หรือเพื่อสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น,

ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายฯ, โดยบังอาจช่วย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ เป็นทรัพย์สิน ของน.ส.ศิริพร ผู้ตาย ซึ่งเป็นทรัพย์บางส่วนที่จำเลยที่ 1 ได้มาจากการกระทำความผิด และเป็นพยานหลักฐานในคดีการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1

โดยจำเลยที่ 2 ได้รับทรัพย์ดังกล่าวมาไว้ในความครอบครองแต่มิได้นำทรัพย์ดังกล่าวส่งมอบให้แก่ทายาทของน.ส.ศิริพร ผู้ตาย หรือเจ้าพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีอาญาคดีนี้ยึดไว้เป็นของกลางในคดี แต่กลับนำทรัพย์ดังกล่าวส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1ได้ส่งทรัพย์ดังกล่าวไปให้แก่ผู้มีชื่อ เพื่อซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์

ตามที่จำเลยที่ 3 ใช้หรือยุยงส่งเสริมจำเลยที่ 2 เพื่อมิให้เจ้าพนักงานตำรวจติดตามหาทรัพย์ของน.ส.ศิริพร ผู้ตาย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือจำเลยที่ 1 มิให้ต้องรับโทษตามกฎหมาย หรือให้ได้รับโทษน้อยลงอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

โดยเมื่อวันที่ 19 เม.ย.2566 ภายหลังเกิดเหตุดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 3 ได้บังอาจก่อให้จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเพื่อจะช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือให้รับโทษน้อยลง โดยทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์สิน 6 รายการ ของน.ส.ศิริพร ผู้ตาย อันเป็นพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ด้วยการใช้ ยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ให้พ.ต.ท.วิฑูรย์ จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานดังกล่าว

โดยน.ส.ธันย์นิชา จำเลยที่ 3 พูดยุยงบอกให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ได้รับทรัพย์ของน.ส.ศิริพร มาไว้ในความครอบครองว่า “ถ้าจะสู้ให้หลุด ก็ต้องไม่ปรากฏของกลาง” และ “มีคดีที่ศาลยกฟ้องเพราะไม่มีของกลางซึ่งคดีนี้ก็ควรทำให้ไม่มีของกลาง” โดยยกตัวอย่างคดีอาวุธปืนให้จำเลยที่ 2 ฟัง ซึ่งจำเลยที่ 2เข้าใจว่าทำยังไงก็ได้ให้กระเป๋าหายไป อันเป็นการใช้ หรือยุยงส่งเสริม

หรือด้วยวิธีอื่นใดเพื่อให้จำเลยที่ 2 ช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ไม่ให้ต้องรับโทษ หรือรับโทษน้อยลง โดยช่วยซ่อนเร้น เอาไปเสีย ทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์สินของน.ส ศิริพร อันเป็นพยานหลักฐานในการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 เพื่อมิให้จำเลยที่ 2 นำทรัพย์ดังกล่าวส่งมอบให้แก่ทายาทของน.ส.ศิริพร ผู้ตาย หรือ เจ้าพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีอาญาคดีนี้ยึดไว้เป็นของกลางในคดี อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ครั้นต่อมาเมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2566 ภายหลังจากที่จำเลยที่ 3 ได้ก่อให้จำเลยที่ 2 กระทำความผิดด้วยการใช้ ยุยงส่งเสริมหรือด้วยวิธีอื่นใดดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามที่จำเลยที่ 3 ก่อให้เกิดขึ้นดังกล่าว อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ต่อมา วันที่ 22 เม.ย.2566 ภายหลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตรวจยึดขวดยาบรรจุ สารโพแทสเซียมไซยาไนด์ (Potassium Cyanide) 1ขวด ที่จำเลยที่ 1 มีไว้และได้ใช้ปลอมปนเพื่อฆ่าและชิงทรัพย์น.ส.ศิริพรไว้เป็นของกลาง และต่อมาวันที่ 11 พ.ค.66 เจ้าพนักงานตรวจยึดทรัพย์สินของผู้ตายบางส่วนรวม 6 รายการ เป็นของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน

กระทั่งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาคดีนี้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1ถูกจับและถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย. 2566

ต่อมาวันที่ 16 พ.ค.66 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาคดีนี้แก่จำเลยที่ 2 และในวันที่ 26 พ.ค 2566 พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาคดีนี้แก่จำเลยที่ 3

ชั้นสอบสวน จำเลยทั้ง 3 ให้การปฏิเสธ

ท้ายคำฟ้องพนักงานอัยการโจทก์ระบุด้วยว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 กระทำผิดซึ่งข้อหาที่มีอัตราโทษสูง โจทก์ขอคัดค้านการประกันตัวของจำเลยที่ 1 เนื่องจากเกรงว่าจำเลยที่ 1 จะหลบหนีและไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

ศาลอาญา ประทับฟ้องคดีไว้พิจารณา เป็นคดีหมายเลขดำ อ.2084/2566 โดยศาลสอบคำให้การจำเลยที่ 1 ผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอเร้นซ์ ไปยังทัณฑสถานหญิงกลาง ส่วนจำเลยที่ 2-3 เดินทางมาศาลตามที่พนักงานอัยการฟ้องส่งตัว โดยจำเลยทั้ง 3 แถลงให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี

ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายวันที่ 2 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น. ต่อมา พ.ต.ท.วิฑูรย์ จำเลยที่ 2 และ น.ส.ธันย์นิชา จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ ขอปล่อยชั่วคราว ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ทั้ง 2 มีประกันตัวไปโดยตีราคาประกันคนละ 100,000 บาท ขณะที่นางสรารัตน์ไม่ยื่นขอประกันตัวแต่อย่างใด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *